ผู้ซื้อห้องชุดไม่ยอมรับชำระเงินส่วนที่เหลือและรับโอนกรรมสิทธิ์ ผู้ขายมีสิทธิริบเงินมัดจำทั้ง 1.2 ล้านบาทหรือไม่?

วันนี้มีเคสตัวอย่างมาแชร์กันครับ ผู้ซื้อรถวางมัดจำไว้ 1 ล้านบาท เมื่อศูนย์จำหน่ายรถยนต์บอกกล่าวให้ชำระเงินและรับมอบรถ แต่ผู้ซื้อไม่ยอมรับมอบรถ ผู้ขายมีสิทธิริบเงินมัดจำทั้ง 1 ล้านบาทหรือไม่?
- คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1383/2563
- สัญญาจะซื้อจะขายรถยนต์ ระบุเงื่อนไขเวลาในการรับรถยนต์ว่า “กำหนดรับรถโดยประมาณภายใน ก.ค. 2558” ซึ่งไม่แน่ชัดว่าเป็นวันใด เมื่อไม่อาจกำหนดวันที่แน่นอนในสัญญา จึงเป็นสัญญาที่มิได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ตามวันแห่งปฏิทิน โจทก์จำต้องบอกกล่าวกำหนดเวลาพอสมควรให้จำเลยชำระหนี้ เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้บอกกล่าวให้จำเลยส่งมอบรถยนต์ที่สั่งซื้อให้แก่โจทก์ การที่จำเลยยังไม่ส่งมอบรถยนต์ให้แก่โจทก์ จึงไม่อาจถือว่าจำเลยผิดนัดอันจะทำให้โจทก์มีสิทธิเลิกสัญญา ดังนั้น สัญญาจะซื้อจะขายรถยนต์ ระหว่างโจทก์กับจำเลยยังคงมีผลใช้บังคับต่อไป
- เมื่อจำเลยแจ้งให้โจทก์ชำระเงินส่วนที่เหลือและรับรถยนต์ที่สั่งซื้อแล้ว แต่โจทก์ปฏิเสธ โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาจะซื้อจะขายรถยนต์ จำเลยย่อมมีสิทธิริบเงินมัดจำ 1,000,000 บาท อย่างไรก็ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 7 บัญญัติว่า ในสัญญาที่มีการให้สิ่งใดไว้เป็นมัดจำ หากมีกรณีที่จะต้องริบมัดจำ ถ้ามัดจำนั้นสูงเกินส่วน ศาลจะลดให้ริบได้เพียงเท่าความเสียหายที่แท้จริงก็ได้ ซึ่งเมื่อพิจารณาถึงจำนวนมัดจำเปรียบเทียบกับราคารถยนต์และความเสียหายที่จำเลยได้รับแล้ว เห็นควรลดมัดจำที่จะให้ริบลงเหลือ 100,000 บาท และจำเลยต้องคืนมัดจำอีก 900,000 บาท แก่โจทก์
- ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ สำหรับเงินมัดจำที่จำเลยต้องคืนแก่โจทก์นั้น มิใช่กรณีที่จำเลยผิดนัดอันจะต้องชำระดอกเบี้ย ทั้งเป็นเหตุสืบเนื่องจากโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยจึงไม่ต้องชำระดอกเบี้ยในเงิน 900,000 บาท ที่ต้องคืนแก่โจทก์
- พิพากษาให้จำเลยคืนเงินมัดจำให้แก่โจทก์ 900,000 บาท
